คาปิบารา Capybara เจ้าหนูยักษ์มันเป็นตัวอะไรกัน

คาปิบารา Capybara จัดอยู่พวกสัตว์ญาติพี่น้องฟันเล็ม พูดง่ายๆก็คือมันเป็นพวกเชื้อสายหนู

แม้กระนั้นเป็นหนูที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Hydrochaeris hydrochaerisซึ่งมันก็คือสายพันธุ์เดียวกับพวกหนูตะเภาถิ่นฐานบ้านช่องของพวกมันจะอยู่แถบทวีปอเมริกาใต้ผู้ที่ทำระจายพวกของพวกมันเริ่มไปตั้งแต่แถบ ประเทศอาร์เจนตินา บราซิล โคลัมเบีย และก็ที่ เมืองฟลอริดา กับ เมืองแคลิฟอร์เนีย อเมริกาก็เคยมีการพบเจอเจ้าหนูพวกนี้ด้วย

ลักษณะของเจ้าหนูยักษ์ คาปิบารา Capybara
รูปร่างทรงของเจ้าตัวหนูยักษ์กลุ่มนี้ลักษณะจะเป็นทรงกระบอกหูกับหัวของมันจะสั้น ขนมีสีน้ำตาลอ่อนแล้วหลังจากนั้นก็เข้มไปตราบจนกระทั่งสีดำและไม่มีหางมีพังผืดที่เท้าลักษณะของมันจะคล้ายกับพวกหนูตะเภาเนื่องจากว่ามันก็คือหนูชนิดหนึ่งนั่นเอง ขนาดของลำตัวเมื่อโตเต็มวัยอายุ 15 – 18 เดือนน้ำหนักของตัวจะอยู่ที่ระหว่าง 35 – 66 กิโลกรัม หรือก็คือ 77 – 146 ปอนด์ ความยาวของลำตัวจะอยู่ที่ระหว่าง 45 – 60 เซนติเมตร ส่วนตัวเมียนั้นจะมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้นิดเดียวส่วนขาด้านหลังของมันจะมีพังผืดและก็ขาด้านหลังจะยาวกว่าขาขี้อายส่วนมีตามเคยมีนิ้วเท้า 3 นิ้วที่ขาหน้าส่วนขาด้านหลังจะมีนิ้วเท้า 4 นิ้วไม่เหมือนกัน

นิสัยของเจ้าพวกหนูยักษ์ คาปิบารา Capybara
ถิ่นอาศัยของพวกมันจะถูกอกถูกใจอยู่ในหุบเขาที่มีป่าแน่นหนามีแหล่งน้ำพวกมันถูกอกถูกใจอยู่กันเป็นฝูงเป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่รวมกันฝูงละ 15 – 20 ตัว แต่บางฝูงก็อาจจะมีจำนวนมากถึง 50 – 100 ตัวเลยก็มีขึ้นอยู่กับถิ่นอาศัยของมันว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ไหมอย่างไรแหล่งน้ำมีพอให้ฝูงของมันไหมแม้กระนั้นก็จะมีบางตัวที่ประทับใจอยู่เพียงลำพังตัวเดียวของมันอินดี้ด้วยเหมือนกันนะเจ้าหนูกลุ่มนี้เจ้าหนูยักษ์พวกนี้พวกมันติดใจเรื่องของน้ำเป็นความรู้สึกนึกคิดเลยละพวกมันเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำรวมทั้งมุดน้ำเก่งอย่างยิ่งจริงๆถูกอกถูกใจที่จะนอนแช่น้ำแช่ได้ทั้งวันเลยไม่ว่ามันจะถ่ายหรือจะแพร่พันธุ์มันก็จะอยู่แต่ในน้ำเป็นสัตว์ที่ชอบใจน้ำเอามากๆพวกมันจะขึ้นก็เมื่อจะออกไปพบอาหาร พวกมันจะกินพืชเป็นของรับประทานหรือพวกพืช พืชน้ำ ต้นหญ้า ผลไม้หรือกาบไม้

พวกมันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะนิสัยใจดีไม่เป็นพิษภัยต่อสัตว์ในป่ามันก็เลยทำให้มีสัตว์ต่างๆในป่ามากมายที่จะชอบใจเข้ามาเล่นกับเจ้าพวกนี้ และก็ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ไขมันของเจ้าค้างปิบารายังมีคุณค่าสามารถเอามาทำเป็นยาได้อีกด้วย

Author: Gary Johnston